กอนเมโบลไม่ร่วมวงค้านทันที!อินฟานติโน่เปิดทุนเอกชนถือหุ้น ฟุตบอลโลก

Browse By

วงการ ฟุตบอลโลก ต้องเผชิญหนึ่งในประเด็นด้านการบริหารที่ร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลัง จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ผลักดันแนวคิดเปิดทางให้นักลงทุนเอกชนเข้ามาถือหุ้นในบริษัทใหม่ซึ่งจะบริหารสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ของรายการฟุตบอลโลกและการแข่งขันสำคัญของฟีฟ่า

ท่ามกลางกระแสต่อต้านอย่างหนักจากหลายภูมิภาค สิ่งที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือท่าทีของ สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ หรือ กอนเมโบล ซึ่งในช่วงแรกไม่ได้ประกาศคัดค้านโครงการอย่างตรงไปตรงมาเหมือนกับสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย และสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน แต่เลือกขอข้อมูลเพิ่มเติมจากฟีฟ่าเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการ ทั้งโครงสร้าง การกำกับดูแล และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นก่อนกำหนดจุดยืนอย่างชัดเจน

เข้าถึงทุกการเดิมพันได้ง่ายผ่าน ทางเข้า UFABET ล่าสุด เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ รองรับมือถือทุกระบบ เข้าเล่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะหลังเกิดกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวาง อินฟานติโน่ประกาศยกเลิกโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 โดยยอมรับว่าแนวคิดดังกล่าวสร้างความแตกแยกในวงการฟุตบอลมากเกินไป และฟีฟ่าจะไม่นำโครงการเดินหน้าต่อในรูปแบบเดิม

ดังนั้น ประเด็นที่ว่า “กอนเมโบลยังไม่ต่อต้านแผนของอินฟานติโน่” จึงต้องมองในบริบทของช่วงแรกของวิกฤต ก่อนที่โครงการจะถูกถอนออก แต่ท่าทีที่แตกต่างจากสมาพันธ์อื่นกลับเผยให้เห็นเกมการเมืองภายในฟีฟ่าที่ลึกกว่าการถกเถียงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว

แผนที่สั่นสะเทือนฟุตบอลโลก อินฟานติโน่ต้องการทำอะไร

หัวใจของข้อเสนอคือโครงการที่เรียกว่า ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งมีแนวคิดนำสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจของฟีฟ่ามารวมอยู่ภายใต้บริษัทใหม่ ก่อนเปิดทางให้นักลงทุนเอกชนเข้าซื้อหุ้นส่วนน้อย

ข้อเสนอที่ถูกเปิดเผยออกมาระบุถึงความเป็นไปได้ในการขายหุ้นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของบริษัทดังกล่าวให้กับกลุ่มทุนเอกชน โดยกิจการถูกประเมินมูลค่าไว้ในระดับประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจทำให้ฟีฟ่าระดมเงินได้ประมาณ 4,000-4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันฟุตบอลเล็กๆ แต่รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับฟุตบอลโลก ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางพาณิชย์ที่มีค่าที่สุดของฟีฟ่า

นี่คือเหตุผลที่ข้อเสนอดังกล่าวเกิดแรงสั่นสะเทือนทันที

เพราะฟุตบอลโลกไม่ใช่เพียงทัวร์นาเมนต์ที่ทำเงินจำนวนมหาศาล แต่เป็นการแข่งขันที่มีสถานะพิเศษในเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของฟุตบอลโลก

คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า

ฟีฟ่าควรมีสิทธิเปิดทางให้เอกชนเข้ามาถือผลประโยชน์ในธุรกิจฟุตบอลโลกมากน้อยเพียงใด

เงินมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ คือแรงดึงดูดมหาศาล

หากวิเคราะห์จากมุมของอินฟานติโน่ แนวคิดดังกล่าวไม่ได้ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ

การขายหุ้นเพียงบางส่วนโดยยังรักษาเสียงข้างมากเอาไว้ สามารถทำให้ฟีฟ่าได้เงินสดก้อนใหญ่ทันที โดยไม่จำเป็นต้องขายกิจการทั้งหมด

เงินระดับหลายพันล้านดอลลาร์สามารถนำไปใช้พัฒนาฟุตบอลในประเทศสมาชิกจำนวนมากได้

สนามฟุตบอล

ศูนย์ฝึก

โครงการฟุตบอลเยาวชน

ฟุตบอลหญิง

การพัฒนาผู้ฝึกสอน

เทคโนโลยีการแข่งขัน

รวมถึงโครงการสนับสนุนสมาคมฟุตบอลขนาดเล็ก ล้วนต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล

นี่คือแนวคิดสำคัญที่ฝ่ายสนับสนุนสามารถใช้ในการอธิบายโครงการ

หากฟีฟ่ามีเงินมากขึ้น สมาคมสมาชิกก็อาจได้รับเงินมากขึ้น

และสำหรับประเทศฟุตบอลขนาดเล็ก เงินจากฟีฟ่าไม่ได้เป็นเพียงโบนัส แต่บางครั้งคือแหล่งรายได้สำคัญในการพัฒนาฟุตบอลทั้งประเทศ

สนใจเริ่มต้นเดิมพันออนไลน์กับเว็บตรง สมัคร UFABET วันนี้ รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งโบนัสแรกเข้าและระบบฝากถอนออโต้ รวดเร็ว ปลอดภัย 100%

เงิน 20 ล้านดอลลาร์ต่อสมาคม ทำไมข้อเสนอถึงมีพลังทางการเมืองสูงมาก

รายงานเกี่ยวกับโครงการระบุว่า แนวคิดดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะนำเงินจำนวนมหาศาลไปกระจายให้สมาคมสมาชิกของฟีฟ่า โดยมีการพูดถึงตัวเลขระดับประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสมาคม หากโครงการได้รับการสนับสนุนตามเงื่อนไขที่กำหนด

นี่คือรายละเอียดที่สำคัญมากในมิติการเมืองฟุตบอล

ฟีฟ่ามีสมาชิกมากกว่า 200 สมาคม

และระบบการเลือกตั้งประธานฟีฟ่าใช้หลักหนึ่งสมาคมหนึ่งเสียง

นั่นหมายความว่า ประเทศที่มีประชากรไม่กี่หมื่นคนมีน้ำหนักในการเลือกประธานฟีฟ่าเท่ากับชาติฟุตบอลมหาอำนาจ

เมื่อข้อเสนอหนึ่งสามารถนำเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ไปสู่สมาคมขนาดเล็กได้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า

นี่คือการกระจายรายได้เพื่อพัฒนาฟุตบอลจริงๆ

หรือเป็นกลไกที่สามารถสร้างฐานสนับสนุนทางการเมืองให้ผู้นำฟีฟ่าได้ด้วย

สองเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้ และนี่คือเหตุผลที่ข้อเสนอของอินฟานติโน่สร้างความกังวลมากกว่าประเด็นด้านการเงินธรรมดา

ทำไมกอนเมโบลถึงไม่ออกมาคัดค้านทันที

เมื่อสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปและหลายสมาพันธ์ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าว สิ่งที่หลายคนสงสัยคือเหตุใดกอนเมโบลจึงเลือกท่าทีระมัดระวังกว่า

ในช่วงแรก กอนเมโบลไม่ได้ประกาศสนับสนุนโครงการอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ก็ไม่ได้ร่วมวงปฏิเสธโดยทันที

องค์กรฟุตบอลอเมริกาใต้เลือกขอข้อมูลเพิ่มเติมจากฟีฟ่าเกี่ยวกับขอบเขตของโครงการ โครงสร้างการบริหาร การกำกับดูแล และผลกระทบระยะยาวก่อนตัดสินใจ

ในมุมหนึ่ง นี่คือวิธีทำงานที่สมเหตุสมผล

โครงการระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไม่ควรถูกสนับสนุนหรือปฏิเสธจากข้อมูลเพียงบางส่วน

แต่ในมุมการเมือง ท่าทีดังกล่าวก็ทำให้กอนเมโบลถูกจับตามอง เพราะองค์กรฟุตบอลอเมริกาใต้มีความสัมพันธ์ค่อนข้างใกล้ชิดกับอินฟานติโน่มาเป็นเวลานาน

ความสัมพันธ์ระหว่างกอนเมโบลกับอินฟานติโน่มีความสำคัญมาก

กอนเมโบลเป็นหนึ่งในฐานอำนาจสำคัญของฟุตบอลโลก แม้จำนวนสมาชิกจะมีเพียง 10 ชาติ แต่มูลค่าทางฟุตบอลของภูมิภาคสูงมหาศาล

บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย โคลอมเบีย ชิลี

รวมถึงชาติอื่นในอเมริกาใต้ ล้วนมีประวัติศาสตร์ฟุตบอลระดับโลก

อินฟานติโน่จึงต้องรักษาความสัมพันธ์กับภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด

ยิ่งไปกว่านั้น อเมริกาใต้ยังมีบทบาทสำคัญกับฟุตบอลโลก 2030 โดยการแข่งขันส่วนหนึ่งจะถูกจัดในภูมิภาคนี้เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีของฟุตบอลโลก

ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างฟีฟ่ากับกอนเมโบลจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมืองภายในองค์กร แต่เชื่อมโยงกับการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของโลกด้วย

รายงานล่าสุดยังสะท้อนว่ากอนเมโบลและแอฟริกายังคงเป็นพื้นที่ที่อินฟานติโน่มีฐานสนับสนุนมากกว่าภูมิภาคอื่น แม้ความเชื่อมั่นต่อผู้นำฟีฟ่าจะลดลงในหลายส่วนของโลกฟุตบอลก็ตาม

แต่ “ไม่ต่อต้านทันที” ไม่ได้หมายความว่า “เห็นด้วย”

นี่คือความแตกต่างที่ต้องแยกให้ออก

ท่าทีช่วงแรกของกอนเมโบลไม่ใช่การรับรองโครงการ

สิ่งที่องค์กรทำคือร้องขอรายละเอียดเพิ่มเติม

นั่นหมายความว่าองค์กรยังสงวนสิทธิในการตัดสินใจ

หากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการขายหุ้นมีความเสี่ยงต่ออำนาจการควบคุมฟุตบอลโลก กอนเมโบลสามารถคัดค้านได้

หากพบว่าเงื่อนไขทางการเงินเป็นประโยชน์และสามารถสร้างระบบกำกับดูแลที่แข็งแรง ก็อาจมีพื้นที่สำหรับการเจรจา

แนวทางนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย และสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน ซึ่งแสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อวิธีดำเนินการของอินฟานติโน่

เล่นคาสิโนออนไลน์กับ ยูฟ่าเบท เว็บตรง มั่นคง ปลอดภัย ระบบทันสมัยที่สุด สมัครง่าย ไม่ผ่านเอเย่นต์ พร้อมโปรโมชั่นเด็ดทุกวัน

จุดที่สร้างความโกรธไม่ใช่แค่ “ขายหุ้น” แต่คือวิธีการตัดสินใจ

หากแยกปัญหาออกเป็นสองส่วน จะเห็นว่าเสียงวิจารณ์ต่อโครงการไม่ได้เกิดจากแนวคิดนำเงินทุนเอกชนเข้าสู่ฟุตบอลเพียงอย่างเดียว

ปัญหาใหญ่คือกระบวนการ

หลายฝ่ายมองว่าการหารือเกิดขึ้นโดยปราศจากการปรึกษาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเพียงพอ

บางสมาพันธ์รู้สึกว่าถูกนำเสนอข้อเสนอขนาดใหญ่แบบกะทันหัน

รายละเอียดเกี่ยวกับนักลงทุน โครงสร้างบริษัท อำนาจการกำกับ และผลกระทบระยะยาวยังมีคำถามจำนวนมาก

นี่คือเหตุผลที่องค์กรฟุตบอลหลายแห่งใช้คำอย่าง

“ความโปร่งใส”

“ธรรมาภิบาล”

“การปรึกษาหารือ”

และ “ความรับผิดชอบ”

มากพอๆ กับคำว่าเงินหรือธุรกิจ

นักลงทุนเอกชนเข้ามาแล้ว ฟุตบอลโลกจะเปลี่ยนอย่างไร

นี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุด

ลองสมมติว่าบริษัทเอกชนถือหุ้น 20 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่บริหารผลประโยชน์ฟุตบอลโลก

แน่นอนว่าเอกชนย่อมต้องการผลตอบแทน

เพราะนักลงทุนไม่ได้ใส่เงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อความรักในฟุตบอลเพียงอย่างเดียว

เป้าหมายคือกำไร

เมื่อมีแรงกดดันจากผู้ถือหุ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอาจรวมถึงการพยายามเพิ่มรายได้จากทุกช่องทาง

ราคาตั๋ว

จำนวนเกม

สิทธิถ่ายทอดสด

สปอนเซอร์

สินค้าลิขสิทธิ์

แพ็กเกจรับรอง

บริการดิจิทัล

และการแข่งขันรูปแบบใหม่

ทั้งหมดสามารถถูกนำมาใช้เพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้

นี่คือจุดที่แฟนบอลจำนวนมากกังวล

ฟุตบอลโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเป็น “สินทรัพย์การลงทุน” หรือไม่

ในอดีตฟุตบอลโลกถูกมองว่าเป็นมหกรรมฟุตบอล

แต่ในโลกการเงินยุคใหม่ การแข่งขันระดับนี้สามารถถูกมองได้อีกแบบ

มันคือกระแสเงินสดระยะยาว

มีรายได้จากโทรทัศน์

มีผู้ชมหลายพันล้านคน

มีแบรนด์ระดับโลกต้องการเป็นผู้สนับสนุน

มีฐานแฟนบอลทั่วโลก

และแทบไม่มีผลิตภัณฑ์กีฬาใดสามารถแข่งขันในระดับเดียวกันได้

สำหรับกองทุนการลงทุน นี่คือสินทรัพย์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เพราะความเสี่ยงที่ฟุตบอลโลกจะไม่มีคนดูแทบไม่มี

การแข่งขันเกิดขึ้นทุกสี่ปีและสร้างความสนใจระดับโลกเสมอ

ดังนั้นหากสามารถเข้าถือหุ้นในธุรกิจที่สร้างรายได้จากฟุตบอลโลกได้ การลงทุนดังกล่าวอาจให้ผลตอบแทนระยะยาวอย่างมหาศาล

ปัญหาคือเมื่อเงินทุนเข้ามา เป้าหมายอาจเปลี่ยน

ฟีฟ่าเป็นองค์กรฟุตบอล

หน้าที่ตามหลักการควรเป็นการพัฒนากีฬา

แต่กองทุนเอกชนมีหน้าที่สร้างผลตอบแทนให้นักลงทุน

สองเป้าหมายนี้สามารถเดินไปด้วยกันได้ แต่ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอ

ตัวอย่างเช่น หากการเพิ่มจำนวนการแข่งขันสามารถสร้างรายได้มากขึ้น นักลงทุนอาจสนับสนุน

แต่ผู้เล่นอาจต้องลงสนามมากขึ้น

หากขึ้นราคาตั๋วสามารถเพิ่มกำไร นักลงทุนอาจมองว่าเหมาะสม

แต่แฟนบอลทั่วไปอาจไม่สามารถเข้าชมได้

หากนำฟุตบอลโลกบางส่วนไปอยู่ในแพลตฟอร์มจ่ายเงินมากขึ้น รายได้อาจเพิ่ม

แต่การเข้าถึงของประชาชนอาจลดลง

นี่คือความขัดแย้งพื้นฐานที่ทำให้ข้อเสนอของอินฟานติโน่กลายเป็นประเด็นใหญ่

ฟุตบอลโลก 48 ทีมยิ่งทำให้สินทรัพย์มีมูลค่าสูงขึ้น

ฟุตบอลโลกในยุคปัจจุบันขยายเป็น 48 ทีม

จำนวนการแข่งขันเพิ่มขึ้น

จำนวนประเทศที่มีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น

ตลาดผู้ชมกว้างขึ้น

สปอนเซอร์มีพื้นที่มากขึ้น

สิทธิถ่ายทอดสดมีมูลค่าสูงขึ้น

ในมุมธุรกิจ นี่คือผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

เมื่อการแข่งขันใหญ่ขึ้น มูลค่าของสิทธิทางการค้าก็เพิ่มขึ้นตาม

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่เอกชนจะสนใจ

และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเช่นกันที่ฟีฟ่าจะคิดว่าตัวเองสามารถนำมูลค่าในอนาคตมาเปลี่ยนเป็นเงินทุนในปัจจุบันได้

คำถามคือควรทำหรือไม่

ไม่ใช่ว่าทำได้หรือไม่

เงินทุนเอกชนไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการฟุตบอล

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือแนวคิดของอินฟานติโน่ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ

ฟุตบอลยุโรปเองมีเงินจากกองทุนการลงทุนเข้ามาเป็นเวลาหลายปี

บางลีกขายสิทธิรายได้ในอนาคตให้กองทุน

บางสโมสรมีบริษัทลงทุนเป็นเจ้าของ

บางลีกจับมือกับกองทุนเพื่อแลกเงินสดก้อนใหญ่กับส่วนแบ่งรายได้ระยะยาว

ดังนั้นในเชิงธุรกิจ สิ่งที่ฟีฟ่าคิดไม่ได้แตกต่างจากแนวโน้มของอุตสาหกรรมกีฬาโลก

แต่ความแตกต่างคือฟุตบอลโลกมีสถานะไม่เหมือนลีกหรือสโมสร

มันไม่ได้เป็นทรัพย์สินของเจ้าของทีมคนหนึ่ง

มันเป็นการแข่งขันที่สร้างขึ้นจากทีมชาติของสมาคมสมาชิกทั่วโลก

นี่คือเหตุผลที่ประโยคว่า “ฟุตบอลโลกไม่ใช่สิ่งที่ฟีฟ่าจะขายได้ตามใจ” กลายเป็นหนึ่งในแก่นสำคัญของฝ่ายคัดค้าน

หากเอกชนถือหุ้นเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ จะมีอำนาจจริงหรือไม่

ในทางกฎหมาย ผู้ถือหุ้น 20 เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถควบคุมบริษัทได้หากฟีฟ่าถือส่วนที่เหลือ

แต่ในโลกธุรกิจ อำนาจไม่ได้วัดจากเสียงโหวตเพียงอย่างเดียว

นักลงทุนที่ใส่เงินระดับ 4,000 ล้านดอลลาร์ย่อมมีสัญญาและสิทธิในการกำกับบางอย่าง

อาจมีที่นั่งในคณะกรรมการ

อาจมีเงื่อนไขเกี่ยวกับเป้าหมายรายได้

อาจมีสิทธิรับข้อมูล

อาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการลงทุน

และอาจสามารถมีอิทธิพลต่อยุทธศาสตร์ทางธุรกิจในระยะยาว

นี่คือส่วนที่หลายสมาพันธ์ต้องการเห็นรายละเอียดก่อน

เพราะคำว่า “หุ้นส่วนน้อย” ฟังดูปลอดภัย

แต่รายละเอียดในสัญญาอาจทำให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยมีอิทธิพลมากกว่าตัวเลขที่แสดงอยู่

ทำไมยุโรปถึงต่อต้านรุนแรงกว่ากอนเมโบล

ฟุตบอลยุโรปมีโครงสร้างรายได้แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรปมีรายการของตัวเอง

สโมสรยุโรปมีรายได้สูง

ลีกภายในประเทศมีมูลค่าทางพาณิชย์มหาศาล

ดังนั้นแรงจูงใจในการนำเงินทุนใหม่เข้ามาอาจน้อยกว่าสมาคมจากภูมิภาคที่ต้องพึ่งเงินสนับสนุนจากฟีฟ่า

นี่ไม่ได้หมายความว่าภูมิภาคหนึ่งถูกหรืออีกภูมิภาคผิด

แต่แสดงให้เห็นว่าแต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์แตกต่างกัน

สมาคมฟุตบอลขนาดเล็กอาจมองเงิน 20 ล้านดอลลาร์ว่าเป็นโอกาสเปลี่ยนอนาคตฟุตบอลทั้งประเทศ

ในขณะที่สมาคมขนาดใหญ่สามารถมองว่าเงินดังกล่าวไม่คุ้มกับการเปิดประตูให้เอกชนเข้ามามีส่วนในฟุตบอลโลก

จุดยืนจึงขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางเศรษฐกิจของแต่ละฝ่ายด้วย

กอนเมโบลต้องรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับฟีฟ่าและสมาชิกของตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ท่าทีระมัดระวังมีความสมเหตุสมผลในเชิงการเมือง

หากกอนเมโบลออกมาสนับสนุนอินฟานติโน่อย่างเต็มตัวตั้งแต่แรก ก็เสี่ยงถูกมองว่าไม่สนใจข้อกังวลเรื่องธรรมาภิบาล

แต่หากคัดค้านทันที ก็อาจทำลายความสัมพันธ์กับฟีฟ่าโดยไม่จำเป็น

การขอข้อมูลเพิ่มเติมจึงเป็นตำแหน่งกึ่งกลางที่เปิดทางให้ทุกอย่างยังเจรจาได้

เป็นการบอกว่า

“เรายังไม่ได้บอกว่าใช่”

แต่ขณะเดียวกัน

“เรายังไม่ได้บอกว่าไม่”

ในโลกการเมืองฟุตบอล บางครั้งการไม่เลือกฝ่ายทันทีมีคุณค่ามากกว่าการแสดงจุดยืนแรงๆ

แต่สุดท้ายกอนเมโบลก็แสดงความกังวลต่อวิธีบริหารของฟีฟ่า

หลังฟีฟ่ายกเลิกข้อเสนอ ท่าทีของกอนเมโบลชัดเจนขึ้น

องค์กรอเมริกาใต้แสดงความพอใจที่ฟีฟ่าถอนแผนเปิดธุรกิจให้ทุนเอกชน แต่ขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลต่อการตัดสินใจฝ่ายเดียวและการขาดกลไกหารือในกระบวนการดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้เคารพกระบวนการทางสถาบันและการเลือกตั้ง

จุดนี้สำคัญมาก

เพราะแสดงให้เห็นว่ากอนเมโบลไม่ได้ให้เช็คเปล่าแก่อินฟานติโน่

แม้จะไม่ได้เป็นผู้นำแนวร่วมต่อต้าน แต่ก็ไม่ยอมรับวิธีการบริหารโดยไม่มีเงื่อนไข

วิกฤตนี้กลายเป็นปัญหาความเชื่อมั่นต่ออินฟานติโน่

หลังโครงการล้มเลิก เรื่องไม่ได้จบลงพร้อมข้อเสนอ

กลับตรงกันข้าม มันขยายกลายเป็นคำถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำของประธานฟีฟ่า

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย และสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการอย่างหนัก และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ

ภายในฟีฟ่าเองก็เกิดความปั่นป่วน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนลาออกหรือถูกปลดหลังวิพากษ์วิจารณ์โครงการ

กระแสไม่พอใจจึงเปลี่ยนจาก

“ไม่เห็นด้วยกับดีล”

ไปสู่

“ไม่มั่นใจกับวิธีที่องค์กรถูกบริหาร”

นี่คือความเสียหายทางการเมืองที่ร้ายแรงกว่าการยกเลิกแผนธุรกิจหนึ่งแผน

อินฟานติโน่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางอำนาจ

วิกฤตครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะอินฟานติโน่กำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งประธานฟีฟ่าครั้งต่อไป

รายงานล่าสุดระบุว่ากลุ่มผู้นำจากหลายสมาพันธ์กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ของการลงมติไม่ไว้วางใจ แม้ยังไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจนพร้อมลงสมัครแทนเขาก็ตาม

นี่ทำให้ทุกท่าทีของกอนเมโบลมีน้ำหนักมากขึ้นทันที

ถ้ากอนเมโบลยังสนับสนุนอินฟานติโน่ เขายังมีฐานเสียงสำคัญ

หากกอนเมโบลถอนการสนับสนุน สมดุลทางการเมืองจะเปลี่ยน

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการขายหุ้นฟุตบอลโลกจึงกลายเป็นบททดสอบความภักดีและความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างภูมิภาคต่างๆ โดยไม่ตั้งใจ

อาร์เจนตินายังสนับสนุนอินฟานติโน่ สะท้อนว่ากอนเมโบลเองก็ไม่ได้เป็นก้อนเดียว

อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจคือแม้กอนเมโบลจะแสดงความกังวลต่อวิธีการดำเนินงานของฟีฟ่า แต่สมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินากลับออกมาสนับสนุนอินฟานติโน่หลังวิกฤต โดยยกเครดิตด้านการพัฒนาฟุตบอลและการบริหารองค์กรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นี่แสดงให้เห็นว่า “กอนเมโบล” ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดยืนเดียวกับทุกสมาคมสมาชิกเสมอไป

แต่ละชาติสามารถมีผลประโยชน์และความสัมพันธ์กับฟีฟ่าแตกต่างกัน

และเมื่อต้องลงคะแนนเลือกประธานฟีฟ่าในที่สุด เสียงเป็นของแต่ละสมาคม

นี่ทำให้การคาดการณ์สมดุลอำนาจซับซ้อนขึ้นมาก

หากแผนนี้ถูกนำกลับมาในรูปแบบใหม่ กอนเมโบลอาจเป็นตัวแปรสำคัญ

แม้อินฟานติโน่ประกาศว่าโครงการเดิมจะไม่เดินหน้าต่อ แต่แนวคิดเรื่องการนำทุนเอกชนเข้ามาสู่ธุรกิจฟุตบอลไม่ได้หายไปจากโลกกีฬา

เป็นไปได้ว่าในอนาคตข้อเสนอคล้ายกันอาจกลับมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป

อาจลดสัดส่วนหุ้น

อาจให้สมาพันธ์ถือหุ้นร่วม

อาจเพิ่มมาตรการกำกับดูแล

อาจกำหนดว่ารายได้ต้องนำไปพัฒนาฟุตบอลโดยตรง

หรืออาจเปิดกระบวนการหารืออย่างโปร่งใสมากขึ้นก่อนการตัดสินใจ

มีแม้กระทั่งข้อเสนอจากบุคคลใกล้ชิดอินฟานติโน่ว่า หากจะมีการขายหุ้นจริง อาจเปิดโอกาสให้สมาพันธ์ฟุตบอลต่างๆ เข้าถือหุ้นเอง แทนการขายทั้งหมดให้กองทุนภายนอก

หากแนวคิดถูกปรับในลักษณะนี้ กอนเมโบลอาจกลายเป็นหนึ่งในฝ่ายที่มีบทบาทสำคัญในการออกแบบโมเดลใหม่

สิ่งที่ฟีฟ่าต้องเรียนรู้คือ “ฟุตบอลโลกมีเจ้าของมากกว่าหนึ่งฝ่าย”

แม้ตามโครงสร้างแล้วฟีฟ่าเป็นผู้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ในความรู้สึกของคนฟุตบอล การแข่งขันไม่ได้เป็นของฟีฟ่าเพียงฝ่ายเดียว

มันเป็นของทีมชาติ

นักฟุตบอล

สมาคมสมาชิก

สโมสรที่ปล่อยนักเตะ

แฟนบอล

เจ้าภาพ

และวัฒนธรรมฟุตบอลของทุกประเทศ

ดังนั้นการเปลี่ยนโครงสร้างทางธุรกิจขนาดใหญ่โดยไม่สร้างความเข้าใจร่วมจึงแทบจะรับประกันความขัดแย้ง

อินฟานติโน่อาจมองฟุตบอลโลกเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างเงินทุนเพื่อพัฒนาฟุตบอลได้

ฝ่ายคัดค้านมองว่ามันคือสมบัติร่วมของวงการฟุตบอล

ทั้งสองมุมมีเหตุผลบางส่วน

ความผิดพลาดจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การเสนอแนวคิดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การไม่สร้างฉันทามติก่อน

บทเรียนจากซูเปอร์ลีกยังสดใหม่ และฟีฟ่าน่าจะรู้ดีที่สุด

กรณีดังกล่าวมีความคล้ายคลึงบางอย่างกับโครงการยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก

สิ่งที่สร้างแรงต่อต้านอย่างรุนแรงในครั้งนั้นไม่ได้มีเพียงโครงสร้างการแข่งขัน

แต่คือความรู้สึกว่ากลุ่มเล็กๆ กำลังตัดสินใจอนาคตของฟุตบอลโดยไม่ฟังคนอื่น

ฟุตบอลมีลักษณะพิเศษตรงที่ผู้บริโภคไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงลูกค้า

แฟนบอลรู้สึกเป็นเจ้าของวัฒนธรรมของสโมสรและการแข่งขัน

ดังนั้นการใช้ตรรกะธุรกิจล้วนๆ กับฟุตบอลจึงมักเกิดแรงต้านมากกว่าอุตสาหกรรมทั่วไป

ฟีฟ่าควรเข้าใจบทเรียนนี้อย่างดี

แต่ข้อเสนอขายหุ้นกลับสร้างภาพว่าประวัติศาสตร์กำลังเกิดซ้ำในอีกระดับหนึ่ง

กอนเมโบลเลือกเดินเกมแบบระมัดระวัง และนั่นอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่มีเหตุผล

เมื่อมองย้อนกลับไป การที่กอนเมโบลไม่ได้รีบประกาศสนับสนุนหรือคัดค้านอย่างเด็ดขาดในช่วงแรกอาจเป็นท่าทีที่มีเหตุผลในเชิงการเมือง

พวกเขารักษาช่องทางกับอินฟานติโน่

ในขณะเดียวกันก็ไม่ผูกมัดตัวเองกับโครงการ

เมื่อข้อเสนอถูกถอน กอนเมโบลสามารถแสดงความพอใจและวิจารณ์กระบวนการได้โดยไม่ต้องกลับคำจากจุดยืนก่อนหน้า

นี่คือการรักษาอำนาจต่อรอง

และสำหรับองค์กรที่มีเพียง 10 สมาชิก แต่มีน้ำหนักทางฟุตบอลสูงมาก อำนาจต่อรองเป็นสิ่งสำคัญ

บทสรุป : กอนเมโบลไม่ได้รีบค้าน แต่ “ฟุตบอลโลกขายได้หรือไม่” กลายเป็นคำถามใหญ่กว่าตัวดีล

กรณีที่ กอนเมโบลไม่ได้ร่วมต่อต้านแผนของจานนี่ อินฟานติโน่ในทันที ต้องมองอย่างละเอียดว่าองค์กรอเมริกาใต้ไม่ได้ประกาศสนับสนุนการขายผลประโยชน์ฟุตบอลโลกให้เอกชนอย่างเต็มตัวเช่นกัน

ท่าทีในช่วงแรกคือการขอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนกำหนดจุดยืน ขณะที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย และสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียนออกมาต่อต้านอย่างหนักกว่า

ท้ายที่สุด โครงการขายหุ้นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในกิจการสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ที่ถูกประเมินมูลค่าระดับ 20,000 ล้านดอลลาร์ถูกอินฟานติโน่ถอนออกในวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 หลังยอมรับว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นรุนแรงจนไม่เป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายเดิม

แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับใหญ่กว่าโครงการเดิม

คือคำถามว่าใครควรมีสิทธิในการกำหนดอนาคตทางธุรกิจของฟุตบอลโลก

ฟีฟ่าเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่

สมาคมสมาชิกควรมีเสียงแค่ไหน

เอกชนสามารถเข้ามาถือผลประโยชน์ได้ถึงระดับใด

และเมื่อเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้ามาเกี่ยวข้อง จะมั่นใจได้อย่างไรว่าความต้องการสร้างกำไรจะไม่อยู่เหนือประโยชน์ของกีฬา

กอนเมโบลจึงอาจไม่ได้เป็นพระเอกหรือฝ่ายต่อต้านในเหตุการณ์นี้ แต่กลับเป็นตัวอย่างที่สะท้อนการเมืองฟุตบอลโลกได้ชัดเจนที่สุด

เพราะในโลกของฟีฟ่า การไม่พูดว่า “ไม่” ไม่ได้แปลว่า “ใช่”

และการไม่ออกตัวเลือกข้างทันที อาจเป็นวิธีรักษาอำนาจต่อรองที่มีค่าที่สุด

หลังแผนถูกยกเลิก การต่อสู้จึงไม่ได้จบลงพร้อมกับดีลธุรกิจ แต่เปลี่ยนสนามจากเรื่อง “ใครจะถือหุ้นฟุตบอลโลก” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า

“ใครควรเป็นผู้กำหนดทิศทางฟุตบอลโลก และอำนาจของประธานฟีฟ่าควรไปได้ไกลแค่ไหน”

คำตอบของคำถามนั้นอาจมีผลต่ออนาคตของฟุตบอลโลกมากกว่ามูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์ของดีลที่ถูกยกเลิกเสียอีก